คุณอาจคิดว่าหลังจากทำลายได้ถล่มทลายทั่วโลกมาแล้วกว่า 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เจมส์ คาเมรอน และ ทเวนตี้ เซ็นทูรี ฟ็อกซ์ จะหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ครับ พวกเขาเตรียมส่ง Avatar ออกมาฉายอีกรอบพร้อมเพิ่มฉากใหม่เข้าไป โดยตั้งใจจะจะออกฉายปลายฤดูร้อนหรือช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
ตามรายงานของ The Hollywood Reporter คาเมรอนและฟ็อกซ์กำลังพิจารณาที่จะส่งหนัง Avatar ฉบับ 3 มิติ ออกมาฉายปีในช่วงปลายฤดูร้อนตอนที่ไม่ค่อยมีคู่แข่งที่เขี้ยวมาก เรื่องนี้เป็นข่าวเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ริชาร์ด เกลฟอนด์ หัวหน้าผู้บริหารของ IMAX ให้ข่าวในที่ประชุมผู้ลงทุนว่าคาเมรอนยังมีฟิล์มหนังเหลืออีก 40 นาที ที่ไม่ได้ใส่ลงไปในฉบับแรก ซึ่งเกลฟอนด์พูดขึ้นมาเพื่อให้นักลงทุนมาสนใจหลังจากหุ้นของ IMAX ตก เพราะผู้ถือหุ้นไม่เชื่อมั่นในผลประกอบการระยะยาว แม้ว่าจะทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงหลัง Avatar ออกฉา
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือคาเมรอนรู้ดีว่าฟิล์มของ IMAX มีข้อจำกัดอยู่ที่ 170 นาที ฉบับดั้งเดิมของเขานั้นยาว 160 นาที ทำให้คาเมรอนยังเติมฉากใหม่เข้าไปได้อีก 10 นาทีครับ ซึ่งดูมีความเป็นไปได้มากกว่าจะเติมทั้ง 40 นาทีลงไป
คาเมรอนยังได้ยืนยันข่าวนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์ USA Today ด้วยว่ามีแผนจะฉายจริงๆ “เราพูดถึงเพิ่มฉากเข้าไปและทำสิ่งที่สร้างสรรค์” และเหตุผลหนึ่งก็มาจากรายงานของผู้จัดฉายว่ายังมีผู้ชมที่อยากชมแบบ 3 มิติอยู่ “ข่าวบอกว่าเราอาจทิ้งเงินไปราว 2-3 ร้อยล้าน หากไม่ฉายต่อ” คาเมรอนบอก
แต่ฉากไหนบ้างที่จะถูกเติมเข้ามา คาเมรอนบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าคงจะดีหากมีการตัอต่ออีกฉบับเป็นดิจิตอล 3 มิติ ที่ยาวกว่า 170 นาทีได้
ส่วนแผนการฉายหนัง Titanic ฉบับ 3 มิตินั้น คาเมรอนเล่าว่าฟ็อกซ์มีแผนจะนำออกฉายฤดูใบไม้ผลิปี 2012 ซึ่งบังเอิญว่าเป็น “ปีครบรอบ 100 ปี ของการแล่นเรือลำนี้” 
นอกจากเรื่องนี้แล้ว คาเมรอนยังมีความเห็นเกี่ยวกับหนังมากมายที่มีแผนจะออกฉายเป็น 3 มิติบ้าง หลังจากเห็น Avatar ประสบความสำเร็จ โดยการแปลงฟิล์ม 2 มิติ ให้เป็น 3 มิติ ด้วยครับ ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจมาก
คาเมรอนบอกว่า “ถ้าจะทำให้ดี” ต้องให้เวลาทำ 6 เดือน ถึง 1 ปี ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ และยกตัวอย่างหนัง Clash of the Titans ที่กำลังจะออกฉายแบบ 3 มิติ ว่าใช้เวลาเพียง “8 สัปดาห์”
“ฮอลลีวู้ดเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าเราเล่าเรื่องราวของหนังเป็น 3 มิติ และตัดสินใจที่จะทำสิ่งที่เราใช้เวลาร่วมหลายปีกว่าจะสำเร็จให้กลายเป็นงานที่ใช้เวลาเพียง 8 อาทิตย์” (ด้วยการแปลงฟิล์มจาก 2 มิติ เป็น 3 มิติ ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ)
คาเมรอนเตือนด้วยว่า “ถ้าคุณส่งหนัง 3 มิติ คุณภาพต่ำออกสู่ตลาด มันเท่ากับเป็นการฉุดรั้งหรือทำลายโอกาสความเจริญเติบโตของหนัง 3 มิติ
ส่วนความเห็นต่อการที่หนังหลายเรื่องใช้วิธีแปลงฟิล์มเป็น 3 มิติ เพื่อออกฉาย คาเมรอนบอกว่ายังไงก็สู้หนังที่ถ่ายทำด้วยระบบ 3 มิติ ตั้งแต่แรกเลยไม่ได้ และเรียกหนังเหล่านั้นว่าเป็น “ฉบับ 2.8 มิติ” แต่คาเมรอนก็ไม่ขัดข้องในกระบวนการนี้ หากว่าการแปลงฟิล์มนั้น “ทำอย่างเหมาะสมและใช้ศิลปินเป็นคนทำ”
“ถ้าจะแปลง Star Wars เป็นสามมิติ ผมคิดว่าจอร์จ ลูคัส ควรเป็นคนทำ ถ้าจะแปลง Terminator เป็นสามมิติ ผมก็ควรเป็นคนทำ” คาเมรอนทิ้งท้าย




